โทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ กลับมาพบกับผม Dr.UBA กันอีกครั้งนะครับ วันนี้ บทความพิเศษของเรา จะขอนำเสนอ บทความเรื่องโทษของการไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายสิ่งแวดล้อม กันนะครับ เป็นที่รู้กันดีว่าในปัจจุบัน ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายการทีวี จะมีข่าวเรื่องผลกระทบจากการ ปล่อยน้ำเสีย ลงสู่ แหล่งน้ำสาธารณะ หรือ ชุมชนกันมากมาย หลายแห่งพบว่ามีการ ลักลอบ นำน้ำเสียที่ยังไม่ได้รับการบำบัดมาทิ้งไว้ ซึ่งส่งผลกระทบมากมายทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในบริเวณนั้น

ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่ผู้ประกอบการ ไม่ใส่ใจและไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ประกาศใช้ ดังนั้น วันนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจและรับรู้ถึงโทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผม Dr.UBA ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำและน้ำเสีย จึงขอยกตัวอย่าง บทกำหนดโทษของผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม มาให้ลองอ่านกันดูนะครับ

ตัวอย่างโทษของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม

๑. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความผิดทางอาญา หรือที่เรียกว่า Environmental Crime นั้น อาจแยกฐานความผิดได้ ๓ ประการ ประการแรก คือ ความผิดเนื่องจากการก่อให้เกิดมลพิษ ประการที่สอง คือ ความผิดฐานละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และประการที่สาม คือ ความผิดฐานกระทำผิดเงื่อนไข ที่เจ้าพนักงานอนุญาตหรือคำเตือนที่เจ้าพนักงานแจ้งให้ทราบ โดยภาพรวม แล้วกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีโทษทางอาญาของประเทศไทย เป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับทฤษฎีดังกล่าวอยู่แล้ว ข้อที่น่าสังเกตคือ การกระทำที่จะเป็นความผิดกฎหมายอาญาสิ่งแวดล้อมนี้ เนื่องจากเป็นกฎหมายเทคนิค (technical law) กล่าวคือ ที่เป็นความผิดทางอาญาเพราะกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด (Mala prohibit) เช่น ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจร ไม่ใช่เพราะเป็นความผิดต่อเมื่อมีเจตนา (Mala in se) อย่างเช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายอาญาสิ่งแวดล้อมนี้ จึงควรเป็นความผิดที่ไม่ต้องการเจตนาเป็นองค์ประกอบความผิด

๒. กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เป็นความรับผิดทางแพ่ง กฎหมายที่กล่าวถึงความรับผิดทางแพ่งที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนั้น ได้แก่

๒.๑         ความรับผิดทางแพ่งตามพระราชบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ บทบัญญัติที่สำคัญได้แก่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๓๕ บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๖ และมาตรา ๙๗ ซึ่งให้ผู้ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสียหาย ที่เกิดขึ้นแก่สิ่งแวดล้อมและหรือทรัพยากรธรรมชาติ เป็นผู้จ่ายค่าเสียหายทั้งหมด ทั้งนี้เป็นไปตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (The polluter pays principle) หลักนี้อธิบายได้ว่า ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการระบบการกำจัดมลพิษ เช่น ค่าบำบัดน้ำเสีย ค่าเก็บขยะ นอกจากนี้ จะต้องรับผิดชอบในค่าเสียหาย ที่เป็นผลมาจากมลพิษที่ตนเองก่อให้เกิดด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและกำจัดน้ำมันที่รั่วไหลจากโรงงานของตน ที่รัฐต้องจ่ายไป12 มาตรา ๙๖ เป็นความรับผิดในความเสียหายที่ก่อให้เกิดมลพิษ ซึ่งเอกชนที่ได้รับความเสียหาย และรัฐมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บัญญัติว่า “แหล่งกำเนิดมลพิษใด ก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพอนามัย หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือของรัฐเสียหายด้วยประการใด ๆ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ไม่ว่าการรั่วไหล หรือแพร่กระจายของมลพิษนั้น จะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่า มลพิษเช่นว่านั้น เกิดจาก

(๑)          เหตุสุดวิสัยหรือการสงคราม

(๒)          การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ

(๓)          การกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้ที่ได้รับอันตราย หรือความเสียหายเองหรือของบุคคลอื่น ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้น

ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย ซึ่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ มีหน้าที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ทางราชการ ต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นด้วย ”

ก็อย่างที่เรารู้กัน ในปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายและข้อบังคับต่างๆเหล่านี้ อาจจะยังไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ในฐานะผู้ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อม ผมอยากจะรณรงค์ให้ ผู้ประกอบการทุกท่าน ดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มีการจัดการน้ำและน้ำเสียอย่างถูกวิธี ไม่ละเมิดหรือทำในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมและให้ความร่วมมือกับชุมชน และสังคม ในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วน ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่ยั่งยืนสืบไป

ดังนั้น หากท่านผู้ประกอบการท่านใด มีความสนใจหรือมีความต้องการในการปรับปรุงหรือพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการน้ำ สามารถโทรมาขอคำปรึกษาได้ฟรี ที่ ยูบีเอ ฮอตไลน์ 02-7893232 ต่อ 127 ครับ พวกเรา ยูบีเอ ยินดีให้บริการ อย่างถูกต้องตามหลักการบริหารจัดการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ครับ

 

ขอขอบคุณ

ที่มาของบทความจาก : Dr.UBA, http://www.dlo.co.th/

รูปประกอบจาก : http://rewatersolutions.files.wordpress.com, http://2.bp.blogspot.com, http://www.kfactorfilter.com, http://media.treehugger.com