สวัสดีค่ะ ทุกๆท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งนะคะ กับ Dr.UBA มาติดตามกันต่อกับบทความเรื่อง CDM วันนี้ Dr.UBA มีบทความ เรื่อง โอกาสของการพัฒนา โครงการ CDM ในประเทศไทย มาฝากทุกๆท่านกันค่ะ

โอกาสของการพัฒนา โครงการ CDM ในประเทศไทย

1 นโยบายในภาคพลังงานของรัฐบาลไทย

–          ประกาศพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ ด้วยเป้าหมายที่จะใช้พลังงานทดแทนเป็นสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ ของพลังงานทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2022 ตามแผนพลังงานทดแทน ฉบับ 15 ปี (2008-2022) โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานในระดับชุมชน และสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในภาคขนส่ง

–          ทบทวน และปรับปรุงกฎหมาย และนโยบายที่ขัดต่อการใช้พลังงานทดแทน

–          ส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพลังงานชีวภาพ (Biofuel) และพลังงานชีวมวล (Biomass) ด้วยวงเงิน 300 ล้านบาท เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกพลังงานทดแทนในอนาคต

–          สนับสนุนด้านข้อมูลต่อผู้ประกอบการ นักลงทุน ในการเสาะหาแหล่งพลังงานทดแทนในประเทศไทย

–          มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในระดับครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริการ และภาคขนส่งมวลชน

–          ส่งเสริมการพัฒนาโครงการพลังงานในรูปแบบของโครงการ CDM ทั้งโครงการพลังงานทดแทน (Renewable Energy) และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Energy Efficiency)

2 นโยบายตลาดคาร์บอนเครดิตของสหภาพยุโรป

–          ความต้องการรับซื้อผ่านตลาดคาร์บอนเครดิตในสหภาพยุโรป (EU ETS) และการสนับสนุนการพัฒนาโครงการ CDM หลังปี ค.ศ. 2012 จะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอนโดยสหภาพยุโรปชี้แจงว่า ไม่มีความคิดที่จะหยุดการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการ CDM ไม่ว่าผลการเจรจา COP 15 ณ กรุงโคเปนเฮเกน จะเป็นอย่างไรก็ตาม

–          นโยบายส่งเสริมการสร้างตลาดคาร์บอนในระดับประเทศ และขยาย EU ETS สู่ระดับโลก ถือเป็นโอกาสที่ดีในกรณีของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายที่สอดคล้องกับ EU ETS ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการศึกษาแล้ว ทำให้ประเทศไทยสามารถขอรับความช่วยเหลือสำหรับการสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตจากสหภาพยุโรปได้ และมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงตลาดดังกล่าวเข้ากับ EU ETS ในอนาคต

–          ความต้องการ CER จากโครงการ CDM ที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่มีคำนิยามที่ชัดเจนสำหรับ “คุณภาพ” แต่สหภาพยุโรปก็ได้ยกตัวอย่างมาตรฐานการพิจารณา เช่น ผลของโครงการ CDM ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศเจ้าบ้าน ในกรณีของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยมีการพิจารณาโครงการ CDM ที่เข้มงวด และรัดกุมในแง่ของประโยชน์ในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนสูงมากประเทศหนึ่ง นอกจากนี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ยังออกมาตรฐาน Crown Standard ซึ่งเป็นกลไลใหม่ ที่ให้การรับรองคุณภาพสำหรับโครงการที่สามารถยังประโยชน์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ประเทศไทยได้สูงกว่ามาตรฐานปกติ

3    การสนับสนุนทางการเงินจากในและต่างประเทศ

–          การลดหย่อนภาษีนำเข้าเครื่องจักร และภาษีเงินได้เป็นเวลา 8 ปี ของภาครัฐบาล สำหรับผู้พัฒนาโครงการพลังงานทดแทน และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ทำให้ผู้พัฒนาโครงการ CDM ซึ่งส่วนใหญ่แล้วต้องนำเข้าเทคโนโลยีในราคาสูง สามารถลดภาระต้นทุนของการพัฒนาโครงการลงได้

–          นโยบาย Adder Cost ของภาครัฐ เป็นการรับซื้อไฟฟ้าด้วยอัตราสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ผู้ผลิตพลังงานทดแทน (ยังไม่บังคับใช้ กำลังรอการอนุมัติ)

–          Revolving Fund เป็นกองทุนของรัฐบาล สำหรับผู้พัฒนาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวงเงิน 50 ล้านบาท ต่อโครงการ ผ่านธนาคารพาณิชย์ไทย 11 แห่ง กองทุนนี้มีเงินทุนรวมเพิ่มขึ้น 2,044 ล้านบาทในปี ค.ศ.2009

–          ESCO Fund เป็นกองทุนของรัฐบาลสำหรับ SMEs เพื่อใช้ลงทุนในการพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน หรือเพื่อใช้เป็นเงินทุนให้ผู้พัฒนาโครงการรายย่อยได้กู้ยืมต่อ ด้วยเงินทุนรวมมากกว่า 500 ล้านบาท ต่อปี ผ่านผู้จัดการกองทุน คือ มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม และมูลนิธิอนุรักษ์พลังงานแห่งประเทศไทย

–          MFC Energy Fund เป็นกองทุนของภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนโครงการ CDM ด้วยวงเงิน 50-500 ล้านบาทต่อโครงการ เงินทุนรวมกว่า 2,456 ล้านบาท โดยแบ่งความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้พัฒนาโครงการออกเป็นสองรูปแบบ คือ การสนับสนุนช่วงต้นน้ำ เพื่อเป็นทุนสำหรับการริเริ่มพัฒนาโครงการ และการสนับสนุนช่วงปลายน้ำ เพื่อเป็นทุนสำหรับการส่งเสริมด้านการตลาดของผลผลิต CER ที่ได้จากโครงการ

–          Clean Technology Fund เป็นกองทุนของธนาคารโลก (World Bank: WB) เพื่อสนับสนุนการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่สะอาดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ผ่านโครงการ CDM ด้วยเงินสนับสนุนหลักจากประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 341 ล้านบาท

–          Asia Pacific Carbon Fund (APCF) เป็นกองทุนของ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) สนับสนุนการพัฒนาด้านเทคนิค ร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงการ CDM ในประเทศสมาชิก พร้อมทั้งรับซื้อ CER ที่เกิดจากโครงการดังกล่าวอีกด้วย

จะเห็นว่าประเทศไทย ยังมีโอกาสในการพัฒนาโครงการ CDM จากหลายปัจจัยซึ่งเป็นโอกาส และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ สุดท้ายนี้ หากท่านผู้ประกอบการท่านใดสนใจในการพัฒนาและดำเนินโครงการ CDM สามารถโทรมาขอรับ บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการโครงการCDM ได้ที่ UBA CDM Consulting Center โทร.02-7893232 ต่อ 112 ตลอดเวลาทำการ หรือที่ http://www.uba.co.th นะคะ แล้วพบกับ Dr.UBA ได้ใหม่ในบทความหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

” UBA นวัตกรรมสร้างคุณค่า เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน “

 

ขอขอบคุณ

ที่มาจาก

http://www.sea-cr.com/Data%20for%20website/B2%20renew%20energy%20sec/Carbon%20related/CDM/eu.net.pdf

รูปประกอบจาก

http://www.jingyi-carbon.com/Upload/News/13000818411128.jpg

http://www.globalwarming.nottinghamshiretimes.co.uk/images/Carbon%20Credit%20dollar%20Joanne%20Nova.jpg

http://www.climaticoanalysis.org/wp-content/uploads/2011/07/CO2.jpg

http://www.market-melange.com/wp-content/uploads/2009/07/MM-Energy-Commodity-Default.jpg

http://api.ning.com/files/E9HU6RgepSue6dF3FLCPL2lM6KW9NrgRjeZcl6KLPdHmirlUm2sVavJPLR1pvygJ51-0PDsB1Te9Pj3wqyRgPzC*fhqxMxmO/MoneyGrowsOnTrees.color.tree.jpg

http://private.piroconsulting.com/images/tlandflg-map.jpg