ปัญหาน้ำเสีย คือหนึ่งใน ปัญหาสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของไทย ที่มีมาช้านาน วันนี้ Dr.UBA จะพาทุกท่านมาศึกษา ปัญหาน้ำเสีย ที่เกิดจากเหตุเรือน้ำตาลล่ม กันนะค่ะ ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

จากข้อมูลใน วีกิพีเดีย พบว่า เหตุ เรือบรรทุกน้ำตาลล่ม ในแม่น้ำเจ้าพระยา พ.ศ. 2554 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดย เรือบรรทุกน้ำตาลประสบอุบัติเหตุพุ่งชนตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 1 รายไม่นับเจ้าหน้าที่กู้ภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดเน่าเสียเป็นบริเวณกว้าง และตลิ่งพัง ซึ่งจากรายงานของกลุ่ม Greenpeace พบว่าอุบัติเหตุเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความเสียหายและการแก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้าแบบเดิม ย้อนกลับไปปี 2550 อุบัติเหตุเรือน้ำตาลล่มเช่นกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อุบัติเหตุทั้งสองครั้งก่อให้เกิดความเสียหายคล้ายๆ กัน คือน้ำตาลจำนวนมากนับพันตันจมน้ำ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงและน้ำเน่าเสีย และเกิดมวลน้ำเสียปริมาณมหาศาลไหลตามสายน้ำ ส่งผลต่อปลาตามธรรมชาติและปลาเลี้ยงในกระชังที่อยู่ใต้จุดเกิดเหตุขาดออกซิเจนและตายในที่สุด เหตุการณ์ทั้งสองครั้งทำให้ปลา ตายนับล้านตัว ประเมินความเสียหายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ ตามธรรมชาติต่างๆ ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าได้ โดยเฉพาะปลาพื้นถิ่นพันธุ์หายากหรือใกล้สูญพันธุ์

นับว่ายังโชคดี ที่อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเรือน้ำตาล ไม่ใช่เรือขนสารเคมี วัตถุอันตราย หรือขยะอันตราย หาก เป็นเช่นนั้น ความเสียหายคงมากกว่านี้มหาศาลและยากที่จะทำความสะอาดฟื้นฟู  เรามักไม่ค่อยที่จะนำเหตุการณ์ปัญหามาเป็นบทเรียนเพื่อหาทางป้องกัน แม้แต่ที่จะมีมาตรการจัดการรับมือกับปัญหาที่ชัดเจน เกือบทุกครั้ง ประชาชนผู้รับผลกระทบจะต้องช่วยเหลือตัวเอง หาผู้รับผิดชอบไม่ได้ และลงเอยที่การนำภาษีประชาชนจ่ายความเสียหายแทนให้กับ “ผู้ก่อมลพิษ”

จากข้อมูลของกรมประมง พบว่า หลายหน่วยงานระดมกำลังเจ้าหน้าที่แก้ปัญหาน้ำเสียจากเหตุเรือน้ำตาลล่ม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งติดตั้งเครื่องเติมออกซิเจน และช้อนปลาที่โผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำไปอนุบาล กรมประมงได้สำรวจความเสียหายจากภาวะน้ำเสียพบว่าขยายมาถึงสะพานนวลฉวี จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากมีน้ำทะเลหนุนปลาบริเวณนั้นมีอาการลอยหัวขึ้นมาหายใจ เนื่องจากปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำ โดยค่าปกติอยู่ที่ 4-9 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ค่าที่ตรวจได้เหลือเพียง 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ทั้งนี้ ได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ สำหรับปลาเลี้ยงในกระชังจากการสำรวจเบื้องต้น ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกษตรกรอำเภอบางปะอิน ได้รับความเสียหาย 15 ราย จำนวน 19 กระชัง อำเภอบางไทร 7 ราย จำนวน 57 กระชัง โดยจะช่วยเหลือตามที่ระเบียบราชการกำหนดไว้ นอกจากนั้น ได้มีการประสานกรมชลประทานปล่อยน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำดี เจือจางปริมาณน้ำตาล ซึ่งจะทำให้ค่าออกซิเจนในน้ำสูงขึ้น โดยกรมประมงจะนำปลาในแม่น้ำที่โผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำไปอนุบาลที่สถาบันวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์จืด อำเภอบางไทร เพื่อฟื้นฟูสภาพให้แข็งแรงก่อนปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

อย่างที่เราทราบกันดีว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญอื่นใดนั่นคือมาตราการแก้ปัญหาหลังจากเกิดเหตุ การจัดการน้ำเสีย จึงเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเรือบรรทุกน้ำตาลล่มในครั้งนี้ ดังนั้น หากทุกภาคส่วนให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา จึงควรเริ่มจากการจัดการน้ำเสียที่เกิดขึ้นและแก้ไขปัญหาด้านผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป Dr.UBA หวังว่า ผู้อ่านทุกท่านจะรับรู้และเข้าใจ รวมทั้งศึกษาการแก้ปัญหาในครั้งนี้ เพื่อช่วยกันหาแนวทางแก้ไขหรือรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป สุดท้ายนี้ หากท่านผู้อ่านท่านใด มีความต้องการใช้บริการด้านการแก้ปัญหาและจัดการเรื่องน้ำและน้ำเสียแบบครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่ UBA Hotline โทร 02-7893232 นะค่ะ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูลอ้างอิงจาก

http://th.wikipedia.org

http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/218470.html

ภาพประกอบจาก

http://www.dmc.tv

http://www.hiso.or.th/hiso/health_event/ghealth_event7.php